ดูแลตัวเองช่วงประจำเดือน

ในช่วงการมีประจำเดือนนั้นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผู้หญิงเลยก็ว่าได้ เพราะผู้หญิงนั้นจะต้องเผชิญกับอาการต่างๆก่อนที่จะเป็นประจำเดือน การอาการที่ส่งผลกระทบทางด้านร่างกายไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้องน้อยอย่างหนักและในบางคนปวดจนทบจะลุกไม่ไหวก็มีและนอกจากอาการทางด้านร้างกายแล้ว

ก็อาจจะมีอาการทางด้านอารมณ์ที่มีการแปรปรวนแทบทุกนาทีเลยทีเดียว และการปฏิบัติช่วงมีประจำเดือนที่อาจจะก่อให้เกิดผลร้ายกับภายในร่างกายและอาจจะก่อเกิดสามารถเป็นโรคร้ายได้ ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นสามารถเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดที่ไม่เหมาะสมเข้าไปในร่างกายหรืออาจจะเกิดจากพฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างในช่วงที่มีประจำเดือนนั่นเอง 

สิ่งที่ควรระวังและหลีกเลี่ยงในช่วงของวันมีประจำเดือนก็คือ การไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยหรือมีการใส่ผาอนามัยต่อหนึ่งครั้งที่นานเกินไป ถ้าหากเรานั้นใส่ผ้าอนามัยแผ่นเดิมเป็นระยะเวลามากกว่า4ชั่วโมงโดยไม่มีการเปลี่ยนนั้นอาจจะทำให้เสี่ยงในเรื่องของการติดเชื้อแบคทรีเรียหรืออาจะเกิดเอราในร่มผ้าได้อาจจะเกิดอาการคันในช่องคลอดตามมาได้

เพราะการใส่ผ้าอนามัยโดยไม่มีการเปลี่ยนทุก4ชั่วโมงนั้นก็จะทำให้แบคทรีเรียที่อยู่ภายในผ้าอนามัยที่ใช้แล้วนั้นมีการเพิ่มจำนวนที่มากขึ้นนั่นเองจึงเป็นผลให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณปากช่องคลิดหรือบริเวณอวัยวะเพศได้ บางคนนั้นเมื่อมีอาการคันก็อาจจะมีอาการผื่นแดงขึ้นตามบริเวณอวัยวะเพศด้วยและมีอาการคันร่วมกับผื่นแดงอีกด้วย

โดยเชื้อแบคทรีเรียที่เกิดขึ้นบนผ้าอนามัยที่ใช้แล้วนั้นเมื่อมีการสัมผัสกับอากาศเช่นการอ้าขาหุบขา ก็อาจจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้และจะทำให้เรานั้นไม่มั่นใจได้ ความอับชื้นที่เกิดมาจากผ้าอนามัยนั้นจะส่งผลให้เกิดเชื้อรา และเชื้อราตัวนั้นก็อาจจะมีการเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านช่องคลอดและเกิดเป็นปัญหาเชื้อราในช่องคลอดตามมาในที่สุดนั่นเองและอาจะมีอาการคันภายในช่องคลอดด้วยถือว่าเป็นอาการที่ค่อนข้างรุนแรงและอาจจะเกิดเป็นอาการเรื้อรังถ้าหากไม่มีการรักษาในทันท่วงที 

การติดเชื้อในช่องคลอดหรือการติเชื้อบริเวณปากมดลูกนั้นเกิดจะทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวณช่องคลอดและปากมดลูก หรือถ้าเชื้อแบคทรีเรียและเชื้อราเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะก็สามารถทำให้เกิดอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบตามมาได้เช่นกัน

การรับประทานอาหารก็เป็นสิ่งที่สำคัญและควรมีการดูแอย่างมากในช่วงที่เป็นประจำเดือนนั่นเอง คือการงดอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เพราะอาหารที่มีรสเค็มนั้นจะทำให้เกิดอาการอืดบวมในช่วงที่เป็นประจำเดือนได้นั่นเอง การที่เราลดอาหารที่มีรสเค็มและลดอาหารประเภทถั่วต่างๆลงนั้นและดื่มน้ำต่อวันในช่วงที่เป็นประจำเดือนมากๆ น้ำนั้นก็จะสามารถไปลดอาการอืดบวมในช่วงนี้ได้นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ชะลอวัยด้วยผลไม้ 4 ชนิด

         อย่างที่เรารู้กันดีว่า สิ่งที่ทำร้ายผิวพรรณของเราให้แก่ก่อนวัยอันควรนั้นก็คือ อนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าอนุมูลอิสระนี่เองที่เป็นตัวการหลักอันดับหนึ่งเลยที่ทำให้ผิวพรรณของเราเหี่ยวย่นเร็วเกินอายุจริง ดังนั้นการที่เราเลือกกินอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ผิวพรรณของเรายังคงงดงามเปล่งปลั่ง โดยสารอาหารที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั้นส่วนใหญ่มักจะมีอยู่ในผลไม้มาดูกันว่าผลไม้ที่เรียนต่อผิวพรรณของคนเรานั้นมีอะไรบ้าง 

         Apple   ผลไม้ที่หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยสาร Anti oxidant  เป็นตัวที่ทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยชะลอความเสื่อมสภาพลง  แอปเปิ้ลมีหลายสีแต่สีที่ควรค่าต่อการกินและช่วยบำรุงผิวพรรณมากที่สุดก็คือเขียวแอปเปิ้ลชนิดนี้จะมีสารที่ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้านั้นก็คือสารฟีโนลิคอีกทั้งยังช่วยในเรื่องให้ผิวหนังแก่ช้าลงและสำหรับใครที่พบปัญหาผนังหลอดเลือดฝอยไม่แข็งแรงเดี๋ยวจะสามารถช่วยได้อีกทั้งยังมีวิตามินซีช่วยให้การดูดซึมสารอาหารได้ผลดียิ่งขึ้น

        กล้วย   เป็นผลไม้ที่สามารถหาซื้อกินได้ทุกฤดูกาลมีราคาไม่แพงและยังเป็นผลไม้ที่มากไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุหรือวิตามินแต่ที่สำคัญมีโซเดียมต่ำโพแทสเซียมสูงกล้วยจึงเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดเพราะในกล้วยจะมีธาตุเหล็กเยอะแถมกล้วยก็ยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายให้มีการขับถ่ายที่ปกติโดยมากแล้วกล้วยมีสารอาหารหลายชนิดที่ทำให้เป็นประโยชน์กับร่างกายใครกินกล้วยแล้วก็จะอารมณ์ดีผู้หญิงก่อนมีประจำเดือนควรจะกินกล้วย

         ผักใบเขียว  สำหรับผักนั้นมีประโยชน์มากมายหลายอย่างซึ่งหากเรากินผัก ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆในผักนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน อีกทั้งยังมีการบำรุงในเรื่องของสายตาเธอไม่ให้เราสายตาฝ้าฟางเร็วขึ้นและยังช่วยชะลอการเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบความทรงจำลดความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคอัลไซเมอร์

          สตอเบอรี่เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ควรค่าแก่การกินเพราะจะเต็มไปด้วยวิตามินซีและไฟติวเลี่ยน  ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยในเรื่องของการทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ดังนั้นจึงเป็นการเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับระบบประสาทไม่ให้สมองมีความเครียดมากนักหากใครกินสตอเบอรี่เข้าไปก็จะทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงสมองปลอดโปร่งสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้ดีซึ่งถือได้ว่าสตอเบอรี่นั้นช่วยบำรุงสมองให้กับคนเราได้อย่างมากเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

อยู่บ้าน

ความเป็นจริงที่เรารับรู้เรื่องโรคร้ายที่ทำให้เกือบทุกประเทศต้องเผชิญปัญหาอันน่าเศร้า  สร้างความหวาดกลัวไปทุกที่  ทั้งจำนวนผู้ที่ติดและจำนวนผู้เสียชีวิตไปกับโรคร้ายชนิดใหม่  โรคโควิด 19  คงไม่พูดไม่กล่าวถึงไม่ได้กับโรคร้ายชนิดใหม่ที่ทำให้พวกเรา  หวาดกลัวอยู่ทุกวันนี้  จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก    ทั้งเห็นร้านค้าต่างๆตามตลาดบ้าง  ห้างสรรพสินค้าบ้าง  ร้านค้ารายย่อยบ้าง  ต่างก็มีมาตรการของร้านตัวเอง 

เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อร้ายชนิดนี้  เพราะหากผู้ที่ได้รับก็เสี่ยงกับชีวิต  ยาที่ใช้รักษาก็ยังไม่ชัดเจน         ยังค้นคว้าวิจัยตัวยารักษาโรคโควิด 19 ยังไม่ได้  มีเพียงการป้องกันไม่ให้คนเราใกล้ชิดสัมผัสกัน  การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออกมาในที่มีคนแออัด  เลี่ยงการไปสถานบันเทิง  ร้านอาหาร  สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  สรุปง่ายๆคือ  ให้พวกเราอยู่บ้าน  ป้องกันการติดเชื้ออย่างรวดเร็ว  ผู้ที่ได้รับเชื้อในตอนแรกยังไม่แสดงอาการ  แต่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้  หากควบคุมไม่อยู่การติดของเชื้อไวรัสนี่จะกระจายเป็นวงกว้าง     

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว  โรงพยาบาลทุกแห่ง  ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากได้  หมอ  พยาบาลผู้ดูแลคนป่วยก็ไม่เพียงพอ  เราคงไม่ต้องการให้กลายเป็นแบบนั้น  พวกเราทุกคนควรร่วมมือกัน  หยุดกิจกรรมทุกอย่าง  อยู่บ้านกักตัวเองในบริเวณบ้านของตัวเอง  ใช้เวลาไม่นาน  อาจจะลำบากนิดหนึ่ง  แต่ก็ยังดีกว่าพากันติดเชื้อกันทุกคน  ในสถานการณ์แบบนี้เราอยู่บ้านทำกิจกรรมกับคนในบ้าน  ปลูกผัด  ผลไม้  ทำความสะอาดบ้าน  อ่านหนังสือ  ดูรายการที่วี  ดูหนังออนไลน์  ฟังเพลง  สอนหนังสือลูกหลาน  ในบ้านของตัวเอง 

เพราะคนในครอบครัวเราสำคัญที่สุด  หากเราไปข้างนอกแล้วดูแลป้องกันตัวเองไม่ดีพอ  นำเชื้อกลับมาติดคนที่บ้าน  ยิ่งน่าห่วงกว่าการที่เราไม่ได้ออกไปข้างนอก  ถือเป็นการชัดดาวน์ชีวิตตัวเอง  คิดเสียว่าเป็นการหยุดพักร้อนจากเรื่องราวที่สร้างให้เราปวดหัว  จากการทำงาน  เพื่อนร่วมงาน  จากปัญหาชีวิตหลายๆเรื่อง   ที่เข้ามาในชีวิตของเรา  กับเรื่องราวสับสนวุ่นวายในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน  แย่งยิงความเป็นใหญ่  ความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองของ  กับข่าวอาชญากรรมที่เรารับรู้จากการดูข่าวทุกวัน  จนทำให้เรารู้สึกว่าทุกวันอยู่ยากขึ้นทุกวันในสังคม

หากคิดในทางบวก  การหยุดพักอยู่กับบ้านเพื่อลดการเสี่ยงติดเชื้อโรคร้ายนี้  ก็ทำให้เราได้พักผ่อนสมองไปด้วย  ได้นอนพัก  ได้ดูหนังฟังเพลง  ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้พูดคุยกับครอบครัวมากขึ้น     ได้ดูแลตัวเองด้วยการมีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น  อยู่บ้านกันดีกว่า

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

สิ่งที่ทำให้เป็นโรคหูติดเชื้อ

ปัจจัยที่เสี่ยงจะเป็นโรคหูติดเชื้อโดยทั่วไปแล้วนั้น คือ

1.น้ำเข้าหูบ่อยๆและมีน้ำขังในหูนานๆอาจจะมาจากการอาบน้ำหรือว่ายน้ำ ปัญหานี้เป็นปัญหาหลักๆของคนส่วนใหญ่เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่ทันระมัดระวังและการอาบน้ำก็เป็นกิจวัตประจำวันของคนทั่วไป ฉะนั้นทุกคนก็ต้องระมัดระวัง สังเกตมากขึ้นว่าน้ำเข้าหูหรือไม่ และถ้าหากน้ำเข้าหูจริงๆก็ควรจะเอาน้ำออกจากหูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เพราะการที่น้ำเข้าหูนั้นจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับหูได้และยังทำให้หูอื้อจนถึงอาจจะทำให้เจ็บหูได้เช่นกัน  

2.การได้รับบาดเจ็บด้านในของหูซึ่งเกิดจากการแคะหูบ่อยๆและแคะนานๆหรือการปั่นหูแบบรุนแรงเกิดไปซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เพราะจะทำให้ด้านในของหูเกิดอาการอักเสบ และอาจจะทำให้เกิดแผลในหูที่เป็นสาเหตุของการมีน้ำหนองในหู ซึ่งถ้าหากมีน้ำหนองในหูนั้นจะทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหูน้ำหนวก โรคหูน้ำหนอง ซึ่งการรักษาจะซับซ้อนมาก และใช้เวลานานในการรักษา ถ้าถ้าหากเป็นขั้นที่รุนแรงมากๆหายจะทำให้หูได้รับการบาดเจ็บจนทำให้หูพังและอาจจะทำให้หูตึงได้ฉะนั้นท่านใดที่ยังติดนิสัยแคะหูบ่อยๆหรือว่าปั่นหูแบบแรงๆอยู่ควรจะหยุดพฤติกรรมนี้เพราะมันจะส่งผลระยะยาว ซึ่งอาจจะทำให้หูไม่ได้ยินเลย

3.การมีสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าไปในรูหู เช่นแมลงต่างๆ มด หรือฝุ่น และรวมทั้งการมีขี้หูอุดตันมากเกินจนเกินไป ซึ่งถ้าแมลงเข้าไปในรูหู อันดับแรกต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการเอาแมลงออกมากจากรูหูเพราะถ้าหากทิ้งไว้นานโดยไม่เอาแมลงออกมานั้นอาจจะทำให้หูอักเสบ เพราะแมลงอาจจะเน่าหรือกัดเนื้อเยื้อที่อยู่ในหูจนทำให้หูเกิดการระคายเคืองได้

4.การเป็นหวัดการเป็นไข้ หรือมีน้ำมูกจำนวนมาก ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวหูได้เช่นกัน เนื่องจากว่าหูชั้นกลาง กับจมูกมีท่อที่เชื่อมกัน เรียกว่าท่อปรับความดัน โดยเวลาที่เราซังเอาน้ำมูกออกมาจากจมูกก็อาจจะทำให้แรงดันแรงเกิดไปจนทำให้กูอื้อ หรือหูดับได้ ซึ่งอันจะรุนแรงมากกว่านั้นคือ อาจจะทำให้แรงดันในหูไม่เท่ากัน

หรืออาจจะให้หูอักเสบเพราะอาจจะมีเศษน้ำมูกไปขังในรูหูจนเกิดการอักเสบจนทำให้มีน้ำหนองในรู้หู ฉะนั้นเวลาที่เป็นหวัดหรือเป็นไข้ จะต้องรักษาให้หายเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถรักษาได้เพราะจะได้ไม่ส่งผลกระทบไปยังอวัยวะส่วน เช่นหูนั้นเอง

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

หญิงท้องต้องระวังค่าฝุ่น PM2.5 ภัยร้ายเสี่ยงเด็กโง่

 คงต้องออกมาเตือนถึงภัยร้ายแรงที่ตอนนี้ทุกคนทั้งประเทศกำลังเผชิญกันอยู่ นั่นก็คือปัญหาฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศที่ส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 เป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมาแล้วกว่าสองปีซึ่งปัญหานี้ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขจากหน่วยงานไหนเลย และปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยประเทศไทยเคยติดอันดับหนึ่งของโลกมาแล้วที่มีค่า ฝุ่น PM2.5สูง และถึงแม้ในปัจจุบันจะลงอันดับลงมาไม่ที่หนึ่งของโลกแต่บางวันก็ยังติดหนึ่งในสิบของโลกอยู่ดี

ซึ่งคนที่มีผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้และในหญิงตั้งครรภ์หรือลูกน้อยที่ร่างกายกำลังช่วยในช่วงพัฒนาสมองและร่างกาย โดยมีการเตือนออกมาจากแพทย์ว่า ฝุ่นพิษที่ปกติเราสูดดมเข้าไปนั้นมักจะไปทำให้เกิดอันตรายกับปอดและระบบทางเดินหายใจ แต่สำหรับฝุ่น PM2.5 มีพิษร้ายแรงกว่านั้นมากเพราะนอกจากมันจะมีผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจแล้ว ฝุ่น PM2.5ยังแทรกซึมเข้าไปทำลายถึงสมองได้อีกด้วย ทำให้มีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก โดยหากเป็นเด็กเล็กที่สมองกำลังพัฒนามันจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองทำให้เกิดผลเสียต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ

ทำลายเกี่ยวกับระบบความจำ การได้ยินหรือแม้แต่การควบคุมทางอารมณ์ ซึ่งประมาณได้ว่าอะไรก็ตามที่เป็นการสั่งการมาจากสมองจะถูกผลกระทบกับฝุ่น PM2.5ทั้งหมดและนอกจากนี้ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ยังมีผลกระทบต่อสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ซึงผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เป็นเฉพาะคนเป็นแม่เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ แต่มันยังส่งผลต่อเนื่องไปยังลูกในครรภ์ของพวกเธอเหล่านั้นด้วย  ซึ่งแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก ได้ออกมาให้ข้อมูลว่าการส่งต่อของฝุ่นพิษหรือ ฝุ่น PM2.5 นั้น

จะส่งต่อจากแม่สู่ลูกด้วยระบบทางเดินหายใจแล้วเข้าสู่กระแสเลือดส่งตรงเข้ามายังลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งพิษร้ายของฝุ่น PM2.5 จะส่งผลให้น้ำหนักตัวของเด็กในครรภ์มีน้ำหนักน้อย หรือบางคนอาจจะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดรวมถึงหากเด็กคลอดออกมาปลอดภัย เด็กจะเป็นโรคภูมิแพ้ตั้งแต่กำเนิดและติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ซึ่งผลร้ายยังไม่มีแค่นี้เพราะพิษของ ฝุ่น PM2.5 จะส่งผลให้เด็กที่อยู่ในครรภ์เกิดมาเสี่ยงต่อการเป็นเด็ก ออทิสติกมากว่าปกติอีกด้วย 

      จะเห็นได้ว่าสภาวะที่มีฝุ่น PM2.5 สูงอยู่ในขณะนี้กำลัง ส่งผลร้ายต่อพวกเราทุกคน ดังนั้นพวกเราจึงควรเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

Honda LS 125 รถกระแสสุดสวยที่มาแรง

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาอีกแล้วหลังจากที่มีเสียงเรียกร้องให้เขียนเรื่อง LS นะครับ

สำหรับ LS ก็จะมีข้อมูลเยอะพอสมควรนะครับ วันี้ก็เป็นฤกยามงามดีก็มาจัด LS กันซักหน่อยดีกว่า LS 125 เป็นนิยามใหม่ของรถซิตี้สปอร์ทในปีพศ.ประมาณ 2537 LS ได้ถูกจำหน่ายในปีนั้นนะครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าดวงดีหรืออะไรแต่คือมันถูกที่ถูกเวลาในสมัยนั้นนะครับ ทำให้ LS ได้รับความนิยมอย่างมากกกกก จนล้นหลามจนมากอ่ะซึ่งส่วนตัวก็มีความชอบ LS นะ ตอนแรกๆที่ยังไม่มี VR ขับเนี่ยก็มีความคิดจะซื้อ LS มาเล่นเว้ย แต่ทีนี้คือแม่งแพง!! คือตอนนั้นงบไม่ถึงไง ตอนนั้นเห็นขายกันเป็นหมื่น หลักหมื่นขึ้นเลยนะครับ LS จัดได้ว่าเป็นรถกระแสลำดับเกือบต้นๆเลยรองลงมากจาก KR ก็ไม่ผิดนะครับคือช่วงก่อนหน้านี้นะครับ

ทางค่าย SUZUKI ก็มี falsh เอามาตีตลาดอยู่ก่อนแล้วแล้วทาง Honda ก็มี BEAT อยู่แล้วแล้วทางฮอนด้าก็ได้ส่ง LS เข้าสู่ท้องตลาดเพื่อลดช่องว่างระหว่าง BEAT กับ NSR คือฮอนด้าไม่อยากให้รถทิ้งช่องห่าง คือเหมือนนึกไอเดียอะไรไม่ออกก็ยัดๆตัวนี้เข้ามาไว้ก่อนประมาณนั้น แล้ว LS แม่งเสือกประสบความสำเร็จอย่างมากเลย มาลดช่องว่าทุกอย่างระหว่าง NSR กับ BEAT ถ้าดูดีๆไฟ BEAT จะคล้ายๆ NSR ตัวแรกนะครับ ทีนี้ LS ประสบความสำเร็จอย่างมากเว้ยมันลบ BEAT หายไปเลยแล้วยังแถมลบ Flash ออกไปอีกแบบเขี่ยลงทิ้งข้างถนนเลยนะครับ

เนื่องจากรูปทรงของ LS ที่ค่อนข้างทันสมัยทรงสปอร์ทโดนใจวัยกันเลยทีเดียวในสมัยนั้นและในสมัยนี้ก็ยังมีคนชื่นชอบมันอยู่ LS เนี่ยมีซีซีตามจริงอยู่ที่ 123.5CC มีแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 24แรงม้า คือแม่งอัพจาก BEAT ขึ้นมาเยอะเลยเว้ยเพราะว่ามีแค่ 19 แรงม้าได้นี่มีตั้ง 24 แล้วก็ขยับซีซีขึ้นมาจาก 110 มาเป็น 125 ก็ประมาณ 15cc ม้าก็เพิ่มมา 5 ตัว ก็พอสมควรนะครับ แล้วก็แรงม้าสูงสุดก็จะในรอบเครื่องที่ 9000 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 1.97 เจ้า LS มีความพิเศษอยู่เยอะพอสมควร ในเรื่องเครื่องยนต์ก็ดีเรื่องสมรรถนะก็เยอะแยะไปหมด คือเจ้า LS เนี่ยเครื่องยนต์น่าจะเป็นตัวเดียวกันกับโนวาแดช

แต่ว่ามันถูกโมดิฟายขึ้นมาจากโรงงานเพื่อให้แรงเหมือนหลุดจากสนามมาใช้ในชีวิตประจำวันอะไรอย่างนั้นเลย LS ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างเยอะเลยนะครับ เป็นอันดับต้นๆเลยก็ไม่ผิด LS ออกมาด้วยกันถึง 3 ตัวเลยก็จะมี LS 125R ก็จะเป็นตัวแรก LS 125T ตัวกลาง แล้วก็ LS 125D ที่เป็นตูดเป็ดนะครับ

 LS เนี่ยถือว่าผลิตออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา มันมีตัวบำบัดไอเสียด้วย

สุดยอดมั้ยผมว่าฟังดูแล้วมันสุดยอดเลยนะ มันบำบัดไอเสียเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่หรืออะไรไม่รู้ล่ะ ผมก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกแต่รู้ว่ามันมีตัวบำบัดไอเสียเว้ย คือแม่งสุดยอดเลยเว้ยมันเหมือนหลอกตาเจ้าหน้าที่ตำรวจหลอกขนส่งหลอกอะไรได้ว่าบำบัดไอเสีย ซึ่งคนส่วนมากสมัยนี้ถอดออก ไม่รู้ว่ามันช่วยบำบัดไอเสียได้หรือเปล่านะแต่ผมฟังแล้วสุดยอดอ่ะแม่งมีตัวบำบัดไอเสียด้วย คือในช่วงนั้นๆเนี่ยเขาก็มีเรื่องสองจังหวะที่ทำให้เกิดมลพิษต่างๆในอากาศในอะไรก็แล้วแต่มาจากรถสองจังหวะแล้วฮอนด้าหรือ LS เนี่ยก็แก้เกมด้วยการผลิตตัวบำบัดไอเสียออกมาเว้ย

ผมว่าแม่งสุดยอดนะไอเดียเขาเจ๋งจริง และราคาที่วางขายอยู่ตอนนั้นเนี่ยโดยประมาณนะอยู่ที่ 50000 บาทนะครับ จัดว่าโอเคนะผมว่าโอเคเลยทีเดียวกับราคานี้ ราคาของฮอนด้า NSR ก็ราคาอยู่ประมาณ 63000 ส่วนราคาของ BEAT-R อยู่ที่ 45000 และฮอนด้าโนวาแดชอยู่ที่ 46000 บาทก็ถือว่าเป็นราคากลางๆเลยนะระหว่างตัวเล็กกับตัวใหญ่เพื่อนๆนึกออกมั้ย คือ BEAT มัน 45000 ถูกมั้ย เพิ่มอีก 5000 ก็ได้ LS แล้ว และ NSR มัน 63000 ก็อยู่กลางๆดีนะมันก็คือทางเลือกของคนรุ่นใหม่เลยก็ว่าได้ แล้วเจ้า LS เนี่ยกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของที่ชอบรถสปอร์ทซีซีไม่เกิน 150 ผมก็เป็นคนชอบนะ

แต่ก่อนนี่ชอบมากกกกกกแต่ก็อย่างที่บอกว่า LS มันแพง!! ตอนโน้นราคา 50000 ก็ในช่วงเวลาที่เศรฐกิจที่ดี ตอนนั้นก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สมัยนี้สิครับเพื่อนๆแค่หมื่นกว่าๆก็ถือว่าแพงแล้วนะสำหรับ ขนาดเล่มครบอะไรครบๆนะตอนนั้นก็สู้ราคาไม่ไหวก็เสียดายเหมือนกัน คิดไว้ว่าจะเล่น LS แหละเพราะว่าแม่งสวยเว้ยแม่งเป็นมินิสปอร์ทที่แบบอู้ฮูคือเห็นแล้วแม่งโดนใจเลยอ่ะ เดิมๆก็ไม่โดนใจเท่าไหร่แต่ถ้าเอามากดเตี้ยกดหน้าลงใส่ยางเล็กๆ อู้ยยยยยยแม่งใช่เลยเหมือนรถสนามที่หลุดออกมาจากสนามน่ะฮะ

เอามาขี่บนท้องถนนมันคงจะเป็นอะไรที่เฟี้ยวฟ้าวมากเลย แล้ว LS เนี่ยความแรงมันไม่ได้แพ้ใครเลยนะครับมันไม่น้อยหน้าใครเลย และมันยังสามารถเขี่ยค่ายอื่นแบบเขี่ยจนตกอันดับไปเลย แม่งเอารุ่นไหนก็เอามาเทียบกับ LS ไม่ได้ ถ้าใน CC เท่ากันหรือว่ารถที่เป็นมินิสปอร์ทเท่ากัน ผมก็ให้ LS ที่หนึ่งว่ะดูทรงมันได้หมดเลยได้ทั้งทรงทั้งความแรง แล้วส่วนอะไหล่ก็ไม่ได้หายากครับ แต่มีข้อเสียคือมันแพง ถ้าไปเจอในกลุ่มหรือในเน็ตนี่คือแม่งแพงจริงๆ แต่บางอย่างคนขายถูกก็มีครับ ราคามิตรภาพไม่ใช่ไม่มีแต่ส่วนมากหลักๆคือจะแพงส่วนความเร็วเราก็คงไม่ต้องพูดถึงก็ได้เนาะทุกคนน่าจะรู้ดี

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

โรคไขมันในเลือดสูง

การวิเคราะห์โรคไขมันในเลือดสูง
แพทย์จะทำการวิเคราะห์โรคไขมันในเลือดสูง โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับไขมันในเลือด แล้วก็เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้อง ต้องงดเว้นของกินทุกประเภท เว้นเสียแต่น้ำกิน ก่อนที่จะมีการเจาะเลือด 8 – 10 ชั่วโมง

คนไหนที่จำเป็นหรือควรจะเริ่มตรวจค้นไขมันในเส้นโลหิต
1. คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือมากกว่า 35 ปีขึ้นไป สำหรับคนที่มีแนวทางชีวิตแบบชุมชนเมือง
2. สตรีที่หมดรอบเดือนก่อนวัยอันควร หรือ ก่อนอายุ 40 ปี
3. มีหลักฐานหรือสงสัยว่าโรคเส้นโลหิตตีบ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะใดก็ตาม
4. มีการเสี่ยงอื่นต่อการเกิดโรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต อย่างเช่น ดูดบุหรี่ โรคความดันเลือดสูง และก็เบาหวาน
5. บิดามารดา พี่น้องหรือญาติเป็นโรคเส้นเลือดตีบ โดยพี่น้องผู้ชาย ที่อายุก่อน 55 ปี แล้วก็พี่น้องผู้หญิงก่อนอายุ 65 ปี
6. ผู้เจ็บป่วยด้วยโรคอ้วนที่มี BMI มากยิ่งกว่า 30
7. โรคเรื้อรังบางประเภทที่ค้นพบว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดตีบ ดังเช่น โรครูมาตอยด์ โรค SLE Psoriasis
8. คนที่ไตเสื่อม อัตราการกรองของไตน้อยกว่า 60
9. คนภายในครอบครัวมีประวัติไขมันสูง

ข้อควรคำนึงสำหรับผู้มีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูง
1. ปรับพฤติกรรมการบริโภค
ควรจะลดของกิน
– ชนิดน้ำตาล ของหวานทุกหมวดหมู่ ผลไม้รสหวานจัดและก็ผลไม้ดัดแปลง รวมทั้งน้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มเสริมพลังงาน ของทอดต่างๆ แกงที่มีส่วนผสมของน้ำกะทิ ของกินที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ ยกตัวอย่างเช่น เนย หรือมาการีน
– ของกินที่มีไขมันอิ่มตัว และพวกคอเลสเตอรอล เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ สัตว์ที่มีกระดองแข็ง อาทิเช่น หอยนางรม ปู ปลาหมึก น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าว น้ำกะทิ ฯลฯ
ควรจะกิน
– ผักให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ โดยเน้นย้ำผักใบเขียว
– ของกินที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น ของกินที่ทำมาจากพืช ถั่วต่างๆ และก็เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ตัวอย่างเช่น ปลาจำพวกต่างๆ
– ย้ำการปรุงทำกับข้าวแบบต้ม อบ นึ่ง ต้ม ยำ แทนการใช้น้ำมัน แม้จำเป็นจะต้องใช้น้ำมันควรจะลดจำนวนให้ลดลงหรือหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันจากพืชเขตร้อน ตัวอย่างเช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าว ซึ่งจะ      ช่วยลดจำนวนไขมันอิ่มตัวสำหรับการบริโภคได้
2. ปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิต
– บริหารร่างกายเป็นประจำด้วยการวิ่ง เดินเร็ว หรือปั่นจักรยาน ช่วยลดจำนวนไขมันในเลือด แล้วเพิ่มระดับของ HDL ขึ้น ควรจะทำโดยตลอดอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง ทีละ 20 – 30 นาที
– งดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
– งดเว้นดูดบุหรี่
– ควบคุมน้ำหนักให้ตามมาตรฐาน ไม่ให้เกิดภาวะอ้วนขึ้น

สาเหตุของหูหนวกหลังคลอดคืออะไร

ก่อนหน้านี้เคยอธิบายถึงสาเหตุของความผิดปกติด้านการได้ยินตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แล้วว่ามีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง 

ซึ่งนอกจากเด็กทารกจะมีปัญหาเกี่ยวกับหูตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ได้แล้ว ถึงแม้ตอนคลอดออกมาจะไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่ถ้าหากตอนที่คลอดออกมาแล้ว ทารกอาจพบความผิดปกติในภายหลังได้เช่นเดียว ทั้งนี้สาเหตุใหญ่ที่ทำให้มีความผิดปกติด้านการได้ยินหลังคลอดนั้น มีสาเหตุมาจากการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งมีหลายโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการแทรกซ้อนทำให้มีผลกระทบกับการได้ยินของหู  โดยแบ่งโรคต่างๆออกเป็นดังนี้ 

  1.  เด็กที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีการอาการแทรกซ้อนของโรคที่มีผลกระทบกับการได้ยินได้
  2. เด็กที่ป่วยเป็นโรคมีติดต่อมาจากคนอื่น เช่น การเป็นโรคโรคไข้หวัดใหญ่ คางทูม หัดเยอรมันหรือแม้แต่โรคหัวใจ โรคต่างเหล่านี้หากเรารักษาไม่ถูกต้องหรือไม่ทันกาลจะมีผลกระทบกับการได้ยินเสียงของทารกเหมือนกัน เพราะเชื้อโรคจะแพร่กระจายจากภายในยังโพรงจมูกและมีผลกับหูหรือจากการที่เด็กเป็นโรคที่เกี่ยวกับ คอ หู ปาก จมูกโดยตรงเพราะอวัยวะทั้งหมดเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อถึงกันภายใน ดังนั้นหากจุดใดจุดหนึ่งมีเชื้อโรคจะสามารถลามไปถึงส่วนอื่นได้ด้วย
  3. อีกสาเหตุที่สำคัญคือ การเกิดอุบัติเหตุ เช่น การที่ทารกถูกทำร้าย สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือการตกเปล หรือตกบันได สาเหตุต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการได้ยินของลูกน้อยทั้งหมด

           ซึ่งจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เกิดมาจากโรคภัยไข้เจ็บ และเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นหากเราต้องการป้องกันไม่ให้บุตรหลานของเราต้องกับปัญหาการได้ยินของหู หรือไม่อยากให้บุตรหลานของเราเป็นโรคหูหนวก จำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานเป็นอย่างมาก เพราะทารกยังไม่มีภูมิที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานเชื้อโรคได้ ทางที่ดีที่สุดเมื่อครบกำหนดที่จะต้องฉีดวัคซีน ควรนำทารกไปฉีดวัคซีนทุกครั้งตามที่แพทย์นัด และหากเวลาบุตรหลานไม่สบาย อย่าพยายามซื้อยาให้เด็กรับประทานเอง

ควรพาเด็กไปพบแพทย์จะดีกว่า เพราะเด็กทารกยังไม่สามารถบอกเราได้ว่า เขามีความรู้สึกเจ็บหรือมีปัญหาตรงไหนบ้าง

ดังนั้นในการวิเคราะห์เกี่ยวกับโรคที่เด็กเป็นเราที่ไม่ชำนาญพอจะมีการให้ยาเด็กผิดพลาดซึ่งมีผลกับตัวเด็กเป็นอย่างมาก ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ นั่นก็คือให้กุมารแพทย์เป็นผู้รักษาโดยตรง

และที่สำคัญสุดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับทารกเราไม่ควรอยู่ห่างจากเด็กทารกเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ มั่นใจว่าหากมีการดูแลที่ดีมากพอทั้งเรื่องโรคภัยและเรื่องอันตรายจากอุบัติเหตุบุตรหลานของเราจะห่างไกลจากโรคหูหนวกแน่นอน

หากไม่ระวังหรือมีปัญหาปล่อยเรื้อรัง อาจจะทำให้เด็กต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง ภายในอนาคตก็เป็นได้

อันตรายของผงชูรส

อันตรายจากผงชูรส
ทานผงชูรสมากๆ จะทำให้ผมร่วง ไม่ใช่เรื่องจริง แต่อย่างใด ซึ่งแท้จริงเหตุผลที่มีคนเตือนมาว่าอย่าทานของที่มีผงชูรส อาจจะเป็นเพราะว่าผงชูรสอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่าง ด้วยข้อมูลจากวารสารทางการแพทย์ มีการรายงานถึงอาการผิดปกติของคนที่ทานอาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบเอาไว้มากมาย ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงอาการร้ายแรง
– คอแห้ง กระหายน้ำ
– มีอาการแพ้ผงชูรส ปากแห้ง ลิ้นชา แขน หลัง และคอมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น แน่นหน้าอก หน้าแดง จนถึงขั้นเป็นลม
– กระตุ้นอาการหืดหอบ และไมเกรนให้กำเริบ
อย่างไรก็ตามข้อมูลจากวารสารนั้น ก็ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ว่า ผงชูรส จะสามารถก่อให้เกิดอาการเหล่านั้น เพราะในการทดลองจะพบว่ามีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารในจานนั้นๆ ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ผงชูรสก็ไม่ได้ไม่อันตรายเสมอไป แต่อย่างไรก็มีการค้นพบอาการที่เกิดขึ้นจากเกลือโซเดียมในผงชูรส มีดังนี้
– ภูมิต้านทานร่างกายลดลง
– เกิดการคลั่งในสมองของเด็ก ทำให้เด็กโตขึ้นมามีอาการปัญญาอ่อน หรือมีอาการชักโคม่า
– เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต ความดันสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ที่แพทย์สั่งห้ามทานอาหารเค็ม
ในพ่อค้าแม่ค้าที่ทำธุรกิจอาหารก็อาจจะใส่ผงชูรสในปริมาณมากเกินไป เพราะผงชูรส ไม่ได้ออกรสเค็มหรือรสใดมาก หรือชัดเจน ทำให้ก็อาจไม่ค่อยรับรู้รสเค็มได้ชัดเจน ถึงอาจเผลอใส่เยอะจนทำให้ร่างกายได้รับผงชูรสมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

ทำความรู้จักโรคเบาจืดกันหน่อยดีกว่า

โรคเบาจืด คืออะไร?
โรคเบาจืด เป็นภาวะที่ร่างกายสูญเสียความสมดุลของน้ำ ซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic Hormone) จะแสดงอาการออกมาโดย จะรู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรงและเมื่อดื่มน้ำเข้าไปแล้วก็ยังคงที่จะหิวอยู่เสมอ ทำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากผิดปกติ และปัสสาวะออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น
จริงแล้วสาเหตุหลักเลยที่ส่งผลให้เป็นโรคเบาจืด คือ ร่างกายไม่สามารถหลั่งฮอร์โมนออกมาได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดบริเวณใกล้ต่อมใต้สมอง จะมีผลแทรกซ้อนตามมาทำให้เกิดโรคเบาจืด และไตผิดปกติแต่กำเนิด โดยเมื่อแรกเกิดมักไม่ค่อยแสดงอาการของโรคเบาจืด แต่จะแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 1-3 ขวบ หรือพบในบางรายเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ประเภทของโรคเบาจืด
โรคเบาจืดแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่
1. โรคเบาจืดจากความผิดปกติของสมอง (Cranial Diabetes Insipidus) พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคเบาจืดชนิดอื่น เป็นผลมาจากการเกิดจากความเสียหายของต่อมใต้สมอง หรือสมองส่วนไฮโปทาลามัส มีหลายสาเหตุ เช่น ผลพวงจากการติดเชื้อที่สมอง การผ่าตัด เนื้องอกที่สมอง หรือการบาดเจ็บที่ศีรษะ จนทำให้สมองส่วนไฮโปทาลามัสไม่สามารถสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการปัสสาวะได้

2. โรคเบาจืดจากความผิดปกติของไต (Nephrogenic Diabetes Insipidus) ด้วยกระบวนการทำงานของไตไม่สัมพันธ์หรือตอบสนองต่อฮอร์โมนแอนติไดยูเรติกได้ ซึ่งอาจเกิดจากไตได้รับความเสียหายบางอย่างจึงทำงานผิดปกติ หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ลิเทียม ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต เป็นต้น

3. โรคเบาจืดที่เกิดจากความผิดปกติของกลไกควบคุมการกระหายน้ำ (Dipsogenic Diabetes Insipidus) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกลไกการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกระหายน้ำภายในสมอง

4. โรคเบาจืดที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Insipidus)

โรคเบาจืด รักษาไม่หาย ต้องกินยาตลอดชีวิต
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ไม่ว่าช่วงวัยไหนก็สามารถที่จะเป็นโรคเบาจืดได้ แต่ว่าผู้ป่วยโรคเบาจืดนั้นมีน้อย หนึ่งแสนคน จะพบผู้ป่วยเพียง 3-4 รายเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามโรคเบาจืดไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ต้องทานยาไปตลอดชีวิต

อาการของโรคเบาจืด
โรคนี้จะแสดงออกมาให้เราเห็นดังต่อไปนี้
• มีการปัสสาวะบ่อยๆ และปัสสาวะครั้งละมากๆ ปัสสาวะมักไม่มีสี หรือกลิ่น

• หากร่างกายเสียน้ำมากเกินไป ผู้ป่วยจะกระหายน้ำบ่อย จะต้องดื่มน้ำมากๆ หากดื่มไม่เพียงพอ อาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ทำให้มีอาการซึม ไม่รู้สึกตัว และช็อก หรือหมดสติ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย
• ในบางรายอาจพบอาการปวดบริเวณเอว หรือท้องน้อย เนื่องจากการคั่งของปัสสาวะบริเวณท่อไต กรวยไต กระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้อวัยวะดังกล่าวโตขึ้น

วิธีรักษาโรคเบาจืด
นายแพทย์วิบูลย์ กาญจนพัฒนกุล รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำคัญคือต้องพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและหาสาเหตุของโรค เพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
วิธีการรักษาและปฏิบัติตัวที่สำคัญของผู้ที่เป็นโรคเบาจืด คือ
1. ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด มีการสูญเสียน้ำง่าย ในบางรายที่มีอาการท้องเดิน ท้องเสีย ยิ่งต้องดื่มน้ำเปล่าให้มากเพื่อทดแทนที่เสียไป

2. งดอาหารที่มีรสเค็มจัด เพราะจะเป็นการเพิ่มเกลือหรือโซเดียมให้กับร่างกายมาก ร่างกายจะทำงานหนักเพราะต้องพยายามขับเกลือออกมาทางไตและออกมากับปัสสาวะ เป็นสาเหตุให้ร่างกายถูกดึงน้ำออกไป จึงทำให้ขาดน้ำมากขึ้น

3. ใช้ยาตามแพทย์สั่งให้ครบและตรงเวลาสม่ำเสมอห้ามหยุดยาหรืองดยาไปเอง เพราะโรคนี้จำเป็นต้องใช้ยาควบคุมเสมอ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

4. โรคเบาจืดมักเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ผู้ป่วยต้องใช้ยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต หากสงสัยว่าอาจเป็นโรคเบาจืดควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป เนื่องจากภาวะเบาจืดอาจเป็นอาการของโรคทางสมอง โรคเลือด หรือความผิดปกติแต่กำเนิดบางอย่างได้